เว็บบอร์ด
สิ่งดี ๆ วันล่ะ เมล์ ก่ะ {นายยิ้มแฉ่ง} ตอน ขี้เกียจออกกำลังกาย เสี่ยง...ต่อ
ตอน ขี้เกียจออกกำลังกาย เสี่ยง“โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด”
รักษาระดับคอเลสเตอรอลให้ต่ำๆ - ควบคุมอาหาร ช่วยได้
โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันส่วนใหญ่แล้วเป็นโรคเดียวกัน มีบางภาวะที่ไม่มีหลอดเลือดหัวใจตีบแต่มีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และบางครั้งมีหลอดเลือดหัวใจตีบแต่กล้ามเนื้อหัวใจไม่ขาดเลือด สองภาวะหลังนี้พบได้ไม่บ่อย ไม่ต้องไปคิดถึงก็ได้ครับ
มาดูกันเรื่องกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและหลอดเลือดที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจตีบที่เป็นเรื่องที่พบร่วมกัน และพบได้บ่อยดีกว่า...
หัวใจของคนเรานั้นเหมือนปั๊มน้ำทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งต้องการเลือดมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่อัวยวะนั้นๆ กำลังทำอะไรอยู่ เช่นกระเพาะอาหารเมื่อมีอาหารตกลงไปก็จะมีการย่อยอาหารช่วงเวลานี้ ก็ต้องการเลือดมาเลี้ยงมากขึ้น... ช่วงที่เรากำลังใช้ความคิดหรือเครียด สมองก็จะมีเลือดไปเลี้ยงมากขึ้น
...ช่วงที่เราพักผ่อนนอนหลับกลางคืน (ไม่ฝัน) จะเป็นช่วงที่อัวยวะต่าๆ ต้องการเลือดไปเลี้ยงน้อยมาก ช่วงนี้เป็นช่วงที่หัวใจเราพักผ่อนคือทำงานเบาที่สุด แต่ถึงกระนั้น ก็จะเห็นได้ว่าหัวใจเราได้ผักผ่อนคือทำงานเบาที่สุด แต่ถึงกระนั้น ก็จะเห็นได้ว่าหัวใจเราต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง.... จะหนักบ้างเบาบ้าง ก็แล้วแต่ช่วงเวลา วันหนึ่งๆ หัวใจคนเราเต้น (บีบตัว) ประมาณ 1 แสนครั้ง!!(ไม่ได้ค่าทำงานล่วงเวลาด้วยนะครับ)
หัวใจคนเราไม่เคยทำงานตามใจตัวเองได้ ต้องทำตามความต้องการของอวัยวะอื่นๆ ตลอดเวลา...แต่อย่างไรก็ดีหัวใจเป็นอวัยวะที่มีกล้ามเนื้อที่ต้องการเลือดมาเลี้ยงตัวเองด้วยเหมือนกัน
....เมื่อทำงานหนักก็ต้องการเลือดมาเลี้ยงมาก
....เมื่อทำงานเบาก็ต้องการเลือดมาเลี้ยงนิดเดียว
เมื่ออวัยวะส่วนใดของร่างกายต้องการเลือดไปเลี้ยงมากขึ้นหัวใจก็ต้องทำงานหนักมากขึ้น...หัวใจเราไม่สามารถปฏิเสธได้!!
หัวใจมีหลอดเลือด 3 เส้นหลักที่นำเลือดมาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจขนาดของหลอดเลือดทั้ง 3 เส้นนี้มีเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยประมาณเพียงแค่ 3 มิลลิเมตรเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้น เลือดที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจใน 1 นาทีก็มากกว่าอวัยวะใดๆ ในร่างกาย
ดังนั้นเราจึงพอเข้าใจได้ว่าปริมาณเลือดมากๆ ที่ผ่านหลอดเลือดที่เล็กๆ นั้น ก็จะทำให้ผนังหลอดเลือดเสื่อมได้เร็วกว่าหลอดเลือดในอวัยวะอื่นๆ มาก
เห็นไหมครับว่า....หัวใจเราไม่สามารถทำงานตามใจตัวเองได้...ดังนั้นเราจึงต้องทนุถนอมหัวใจเราไว้ให้ดีๆ หน่อย!!!
มีคนไข้ผมหลายคน (ที่ขี้เกียจ) พอได้ยินตรงนี้ก็อ้างทันทีที่จะไม่ออกกำลังกาย เพราะไม่อยากให้หัวใจทำงานหนัก...แต่จริงๆ แล้วการออกกำลังกายนั้นทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นก็จริงอยู่ แต่เป็นการที่หัวใจทำงานหนักขึ้นอย่างมีจังหวะ...เช่น จังหวะขณะวิ่ง, เดิน, ว่ายน้ำ หรือถีบจักรยานการที่หัวใจทำงานหนักขึ้นเป็นจังหวะ ตามการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ๆ (เช่นแขนและขา) ในลักษณะนี้ จะทำให้ กล้ามเนื้อหัวใจใช้เลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นคือถ้าเลือดมาเลี้ยงลดน้อยไปหน่อย ก็ยังไม่มีผลอะไร หรือถ้าเปรียบเทียบกับเครื่องรถยนต์ก็เป็นเครื่องที่ประหยัดน้ำมันนั่นเองครับ
คนที่ไม่อยากออกกำลังกายอย่าเพิ่งเสียใจครับ ยังมีเหตุผลอื่นๆ ที่จะไม่ออกกำลังกายอีกเยอะแยะ เช่น ปวดข้อ ไม่มีเวลา ฝนตก อากาศร้อน อยากเป็นโรคหัวใจจะได้ตายเร็ว และที่ใช้ได้เสมอๆ คือ ขี้เกียจ!!!
คราวนี้มารู้จักหลอดเลือดหัวใจที่นำเลือดมาเลี้ยงกล้ามเนี้อหัวใจทั้ง 3 เส้นกัน เส้นแรกที่ยาวที่สุด คือเส้นที่อยู่ด้านหน้าหัวใจ อีกเส้นหนึ่งที่อยู่ค่อนไปทางซ้ายเหมือนกับเส้นแรกนี้ และมักจะมีต้นขั้วร่วมกัน จะเป็นเส้นที่อ้อมไปอยู่ด้านหลังของหัวใจ เส้นที่สามออกมาจากทางด้านขวา อ้อมไปเลี้ยงหัวใจด้านขวาและส่วนล่าง
หลอดเลือดมีลักษณะเหมือนท่อน้ำ จะนำเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจที่ตัวเองทอดผ่านแล้วให้แขนงออกไป หลอดเลือดเหล่านี้ทอดตัวอยู่บนผิวด้านนอกของหัวใจ ให้แขนงไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจทุกส่วน
เด็กเกิดใหม่ที่ไม่มีปัญหาเรื่องกรรมพันธุ์ของระดับไขมันหรือวิตามินบางประเภทจะมีผนังหลอดเลือดปกติ เมื่ออายุมากขึ้น อาจพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของผนังหลอดเลือดโดยมีเกาะของครบไขมัน ซึ่งพบได้ตั้งแต่อายุ 20-30 ปี
เมื่อเวลาผ่านไปคราบไขมันนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงโดยเซลต่างๆ และหินปูนเข้ามาสะสมในผนังหลอดเลือดด้วย ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า "ภาวะหลอดเลือดแข็งตัว"
คราบเซลไขมันและหินปูนที่สะสมอยู่บนผนังหลอดเลือดด้านในนี้ จะเคลือบด้านในของผนังหลอดเลือดทั่วๆ ไปยิ่งอายุมาก ยิ่งมีมากขึ้น ยิ่งมีคราบเหล่านี้เกาะมากขึ้น ผนังหลอดเลือดก็แข็งตัวมากขึ้น .... เปรียบได้กับท่อน้ำที่ใช้งานมานานๆ ผนังของท่อน้ำนั้นย่อมกลายเป็นสนิมได้!!!
หัวใจคนปกติมีความอดทนมาก หลอดเลือดหัวใจต้องมีเส้นผ่าศูนย์กลางแคบลงมากกว่าร้อยละ 70 ถึงจะทำให้เจ้าของหัวใจเริ่มมีอาการเวลาหัวใจทำงานหนัก (เวลาหัวใจพักทำงานเบาๆ แค่นี้ก็ยังอาจจะไม่มีอาการนะครับ !!!)
จากคราบไขมันและหินปูนที่เคลือบอยู่ด้วยในผนังหลอดเลือดนี้ จะทำให้หลอดเลือดตีบมากขึ้นได้มีอยู่ 2 วิธี
วิธีแรก คือ คราบที่สะสมนี้จะค่อยๆ พอกสะสมมากขึ้นทีละเล็กทีละน้อย และเมื่อพอกหนาจนทำให้หลอดเลือดตีบมากกว่าร้อยละ 70 ก็จะทำให้คนไข้เริ่มมีอาการ... อาการที่ว่าก็คือ อาการเหนื่อย อึดอัด แน่นหรือเจ็บหน้าอกเวลาออกแรง...พักแล้วดีขึ้น
กลไกการเกิดการตีบเพิ่มขึ้นของหลอดเลือดวิธีที่สอง ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยกว่า คือ คราบไขมันและหินปูนที่เกาะอยู่บนผนังหลอดเลือดด้านในจะมีการแตกร้าวที่ผิวๆ ทำให้เลือดที่ไหลผ่านมาในหลอดเลือดนั้นสัมผัสกับสารต่างๆ อยู่ภายใต้คราบไขมัน ทำให้เกิดการเกาะรวมตัวของเกล็ดเลือด เป็นลิ่มเลือดใหญ่ขึ้นอย่างกระทันหัน
....ถ้าร่างกายละลายลิ่มเลือดได้ทันท่วงที ก็จะไม่เกิดการอุดตันของหลอดเลือด...แต่ถ้าร่างกายไม่สามารถสร้างสารมาละลายลิ่มเลือดนั้นได้โดยเฉพาะในรายที่มีเลือดข้นกว่าปกติเช่นคนที่สูบบุหรี่ เกล็ดเลือดก็จะจับตัวรวมกันเป็นลิ่มเลือดก้อนโต (ไม่ต้องโตมากแค่ 3 มิลลิเมตรก็แย่แล้ว!!) เกิดการอุดตันอย่างถาวรของหลอดเลือดนั้นได้ จึงไม่มีเลือดผ่านไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้แลย!!!
ภาวะนี้ก็คือ การเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือภาษาชาวบ้านก็คือ Heart Attack
การป้องกันการเกิด Heart Attack
รักษาระดับคอเลสเตอรอลให้ต่ำๆ จะได้ไม่มีหลอดเลือดแข็ง
ทำให้คราบไขมันและหินปูนที่อาจมีอยู่ไม่เปราะ ผิวจะได้ไม่แตกง่ายด้วยการ
ออกกำลังกาย
ลดระดับไขมันโดยใช้ยาควบคุมระดับไขมัน และควบคุมอาหาร
ควบคุมระดับน้ำตาล
ป้องกันการเกาะตัวของเกล็ดเลือดไม่ให้รวมตัวกันเป็นลิ่มเลือดโดยยาต้านเกล็ดเลือด เช่น ยา แอสไพริน หรือโคลพิโดเกรล (Clopidogrel)
เรื่องใช้ยาแอสไพริน ป้องกัน Heart Attack นี้ ผมมีคนไข้ผู้ชาอายุ 60 ปีกว่า มีไขมันในเลือดสูง มาพบผมครั้งแรกด้วยการปวดที่กรามทั้งสองข้างหลังรับประทานอาหาร โดยเฉพาะเวลาเดินออกกำลังหลังอาหาร (ซึ่งเรื่องนี้หมอหัวใจไม่เคยแนะนำนะครับ!!!) ตรวจไปตรวจมาก็ได้ความว่ามีหลอดเลือดหัวใจตีบและรักษาไปด้วยการขยายหลอดเลือดใส่ขดลวดพิเศษที่มียาเคลือบไป 5 ตัว (รอดตัวไปไม่ต้องโดนทำการผ่าตัดบายพาส!!) กลับไปเล่นเทนนิส วิ่งออกกำลังได้เป็นปกติ คนไข้พวกนี้ต้องรับประทานยาต้านเกล็ดเลือดคือแอสไพรินไปตลอดชีวิต !!! เพื่อป้องกันหลอดเลือดอุดันตเฉียบพลัน
หลังจากขยายหลอดเลือดไป 5-6 เดือน ผมพบคนไข้อีกครั้งหนึ่งขอดูยาทั้งหมดที่รับประทานอยู่ ... แปลกใจที่ไม่เห็นมียาแอสไพรินสอบถามไปจึงได้ความว่าคนไข้รับประทานยาแอสไพรินอยู่ได้ 3-4 เดือน รู้สึกแสบท้องจึงหยุดยาไป และคิดว่าผมให้ยาแอสไพรินไว้แก้ปวดแผลจึงไปซื้อยาพาราเซตามอลมารับประทานเองทุกวัน!!!
โธ่...ยาพาราเซตามอลน่ะแก้ปวดศรีษะได้ แต่ป้องกันการปวดหัวใจ (หรือในรายนี้ปวดกราม) ไม่ได้นะครับ เพราะไม่มีฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือดหรือการเกิดลิ่มเลือด เหมือนแอสไพริน!!!
ที่มา : หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์
ต๋องเชียร์ไทย
แฟนคลับ33(den)
ดีเจอาชาวิน